การปรับตัวของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ที่เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นอุตสาหกรรมแรกของไทยที่เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมของไทย มาเมื่อหลายสิบปีก่อน ผ่านการพัฒนามาเป็นระดับ จนถึงตอนนี้เรามองไปถึงคำว่า “อุตสาหกรรมแฟชั่น” ซึ่งแต่ละปีมีมูลค่าการค้ากว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงเสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ภาคอุตสาหกรรมผลิตต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งเครื่องหนัง สิ่งทอ ฟอกย้อมค้าปลีก- ค้าส่งสินค้าแฟชั่น

และถึงตรงนี้เป็นช่วงเวลาที่กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง ผู้ประกอบการจะต้องรับมือการแข่งขันที่รุนแรง พร้อมปรับบทบาทจากผู้รับจ้างผลิตสู่การสร้างแบรนด์ของตนเองควบคู่กัน ก่อนหน้านี้ภาครัฐพยามสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา ผ่านกิจกรรมหลบายรูปแบบ และมีเวทีที่จะให้ผู้ประกอบการไทย การยอมรับว่าเป็นการรวมอุตสาหกรรมด้านต่างๆตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง ตัวแทนจัดซื้อ ดีไซน์เนอร์และผู้จัดจำหน่าย ได้มีเวทีแสดงศักยภาพ สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และการเจรจาพบพันธมิตรใหม่ๆ ทั้งในประเทศ อาเซียน และทั่วโลก

ในแต่ละปีมูลค่าการส่งออกอุตสาหกรรมแฟชั่น มีมูลค่าการส่งออกมากว่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งอุตสาหกรรมแฟชั่นนั้น ถือว่าเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ใหญ่เกี่ยวโยงในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม สิ่งทอ เครื่องหนัง เครื่องนุ่งห่ม ผ้าไทย อุตสาหกรรมฟอกหนัง ค้าปลีกแฟชั่น สำหรับตลาดส่งออกหลักในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ จีน รองลงมาเป็นสหภาพยุโรป และฮ่องกง มียอดการส่งออกอยู่ที่ 2.27 แสนล้านบาท มีจำนวนแรงงาน 1 ล้านคน ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องหนังและรองเท้า ตลาดหลัก ได้แก่ จีน อิตาลี และฮ่องกง มียอดการส่งออก อยู่ที่ 5.3 หมื่นล้านบาท มีแรงงาน 6 แสนคน อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ตลาดหลัก ได้แก่ ฮ่องกง สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ มียอดการส่งออกในปี 2556 ที่ 3.06 แสนล้านบาท ใช้แรงงาน 1.3 ล้านคน ส่วนตลาดภายในประเทศ ยังคงได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมือง คาดว่าจะทำให้ยอดขายสินค้ากลุ่มแฟชั่นภายในประเทศมีมูลค่าลดลง 10-30% สินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการบริโภคในชีวิตประจำวันจะกระทบมากที่สุด อย่างไรก็ตามหลังจากที่รัฐบาลยกเลิกพรก.ฉุกเฉินทำให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามามากขึ้น เห็นได้จากช่วงสงกรานต์ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเที่ยวในไทยมากขึ้น ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้น